กดแชร์แค่ “ครั้งเดียว” ทำไมถึงติดคุก “สองต่อ”

  • ทั่วไป
  • กดแชร์แค่ “ครั้งเดียว” ทำไมถึงติดคุก “สองต่อ”

ตามกระแสข่าวเรื่องสาวโรงงานโพสคลิปลับของแฟนตัวเองกับหญิงอื่นผ่านสี่อโซเชียล เชื่อว่าหลายคนยังมีความเข้าใจผิดๆ เวลาเกิดกรณี “ปล่อยคลิปลับ” หรือแชร์ภาพส่วนตัวของคนอื่นลงโซเชียล (เช่นในแอป X หรือทวิตเตอร์) ว่าในเมื่อเรากดโพสต์หรือส่งต่อแค่ ครั้งเดียว ก็น่าจะมีความผิดแค่กระทงเดียวหรือเปล่า

ล่าสุด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4403/2566 (โดยมติที่ประชุมใหญ่) ได้วางบรรทัดฐานเอาไว้ชัดเจนว่า การกระทำเพียง ครั้งเดียว นี้ ศาลสามารถสั่งลงโทษแบบคูณสอง แยกเป็น 2 กระทงความผิดเรียงกันไปได้เลย เพราะกฎหมายมองว่าไม่ได้เป็นการทำร้ายแค่ชื่อเสียงของแฟนเก่า แต่กำลังทำลายศีลธรรมอันดีของสังคม ไปพร้อมๆ กันด้วย

วันนี้อมรินทร์กฎหมาย จะมาสรุป 3 ประเด็นสำคัญจากฎีกาเรื่องนี้ให้ฟังกันแบบชัดๆ ทั้งเรื่องโทษคุก และมุกหัวหมอที่อ้างว่าร้านซ่อมมือถือแอบปล่อย ว่าทำไมศาลถึงรู้ทันและลงโทษหนัก

📌 ประเด็นที่ 1 ปล่อยคลิปลับครั้งเดียว ศาลสั่งลงโทษแยกเป็น 2 กระทง (คุกเพิ่มขึ้น)

สิ่งที่ประชาชนมักเข้าใจผิด หลายคนคิดว่าการกดโพสต์หรือแชร์คลิปส่วนตัวลงอินเทอร์เน็ตเพียงแค่ครั้งเดียว จะถือเป็นความผิดกรรมเดียว ซึ่งคำพิพากษาของศาลฎีกา (ที่ประชุมใหญ่) วินิจฉัยว่า แม้จะกดเผยแพร่ครั้งเดียว แต่เป็นความผิด สองกรรมต่างกัน ต้องโดนลงโทษทุกกรรมเรียงกระทงกันไป เพราะกฎหมายทั้งสองฉบับมีเจตนาคุ้มครองต่างกันอย่างชัดเจน  คือ ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (ป.อ. มาตรา 328) มุ่งคุ้มครอง “ชื่อเสียง” ของผู้เสียหายโดยตรง เพราะทำให้ผู้เสียหายถูกดูหมิ่น เสื่อมเสียชื่อเสียง  ส่วนตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (4) มุ่งคุ้มครอง “สังคม” เป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นการนำเข้าข้อมูลลามกที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ส่งผลกระทบต่อศีลธรรมอันดีและความสงบสุข 

📌 ประเด็นที่ 2 อ้างว่า ร้านซ่อมมือถือแอบเอาไปปล่อย ศาลฟังขึ้นหรือไม่

พฤติการณ์ในคดี จำเลยสู้คดีว่าไม่ได้ปล่อยคลิปเอง แต่เป็นเพราะวันเกิดเหตุได้นำโทรศัพท์ไปซ่อมหน้าจอที่ร้าน ช่างซ่อมอาจจะแอบโอนถ่ายข้อมูลและนำคลิปไปปล่อย  สิ่งที่ศาลพิจารณาจากพยานแวดล้อม:ช่างซ่อมเบิกความชัดเจน: ซ่อมหน้าจอสัมผัสน้ำแค่ 20 นาที และซ่อมต่อหน้าจำเลย ไม่ได้ใช้รหัสเปิดเครื่องแต่อย่างใด  มีประวัติและแรงจูงใจ จำเลยเคยส่งข้อความขู่ผู้เสียหายว่าจะโชว์ด้านเลวๆ ให้ดู ประกอบกับคลิปถูกปล่อยออกมาในวันก่อนที่ฝ่ายหญิงจะแต่งงานใหม่พอดี (มีแรงจูงใจจากความโกรธเคือง) พฤติกรรมมีพิรุธ ตอนตำรวจขอตรวจโทรศัพท์ในชั้นสอบสวน จำเลย ไม่ยินยอมให้ตรวจอ้างว่าต้องใช้ค้าขาย ซึ่งศาลมองว่าเป็นการแสดงถึงความไม่โปร่งใสและเจตนาไม่บริสุทธิ์   

สรุปประเด็นนี้: คำให้การอ้างเรื่องร้านซ่อมมีน้ำหนักน้อยเกินไป ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ได้ ศาลจึงเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนทำ 

📌 ประเด็นที่ 3 แม้ผู้เสียหายไม่ได้ยื่นอุทธรณ์/ฎีกาเรื่องเงิน ศาลฎีกาก็สั่งให้จำเลยจ่ายได้

ข้อกฎหมายน่ารู้ คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งจำคุกและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 200,000 บาท ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง (ทำให้เรื่องเงินตกไปด้วย) พอเรื่องมาถึงศาลฎีกา มีเพียงอัยการที่ยื่นฎีกาในคดีอาญา ส่วนผู้เสียหายไม่ได้ยื่นฎีกาเรื่องเงินชดใช้มาโดยตรง  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่ง (ค่าสินไหมทดแทน) ขึ้นมาวินิจฉัยให้เป็นไปตามผลของคดีอาญาได้ทันที เพราะถือเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ผลลัพธ์สุดท้าย: จำเลยต้องรับโทษจำคุกรวม 6 เดือน และต้องชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 

ดังนั้น ความสะใจชั่ววูบหรือความโกรธแค้นในอดีต แลกกับอนาคตที่ต้องหมดไปในเรือนจำ แถมยังต้องชดใช้เงินแสน มันไม่คุ้มเลย รักกันในวันวาน เลิกรากันแล้วก็ควรลบสิ่งที่จะเป็นภัยต่อทั้งสองฝ่ายออกไปจะดีที่สุด

Your email address will not be published. Required fields are marked *