จากกรณีทุจริตเกี่ยวกับการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งปรากฏมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 4,500 ล้านบาทนั้น เมื่อนำพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวมาพิจารณาอ้างอิงตามหลักกฎหมาย จะเห็นได้ว่าลักษณะพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นขบวนการอาชญากรรมที่มีการแบ่งหน้าที่กันทำในลักษณะตัวการร่วม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และกลุ่มของผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
ด้วยเหตุนี้ฐานความผิด ตลอดจนดุลพินิจในการลงทัณฑ์ ทั้งในส่วนของความรับผิดทางอาญาและความรับผิดทางปกครอง จึงต้องพิจารณาแยกแยะตามข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เฉพาะตนของบุคคลแต่ละกลุ่ม โดยมีรายละเอียดข้อวิเคราะห์ทางกฎหมายประมวลได้ดังต่อไปนี้
- กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการที่ร่วมขบวนการ (ผู้ใช้อำนาจมิชอบ)
กลุ่มนี้รวมถึงข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง 11 คนที่ถูกจับกุม รวมถึงบุคคลระดับสูงที่ถูกพาดพิงในคลิปเสียง หากสืบสวนพบความเชื่อมโยง จะมีความผิดข้อหาหนักในฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ดังนี้
- ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ถือเป็นข้อหาพื้นฐานสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่นำข้อมูลข้อสอบหรือกระดาษคำตอบออกมาแก้ไข เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สมัครบางรายโดยมิชอบ มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1–10 ปี
- เป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 การเรียกรับเงินหัวละ 500,000 – 800,000 บาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้สอบผ่าน มีความผิดฐานรับสินบน โทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต
- ความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. นอกเหนือจากกฎหมายอาญาแล้ว ยังต้องถูกดำเนินคดีในศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบด้วย
- ความผิดฐานเจ้าพนักงานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจข้อสอบ อาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่คุมเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำการแก้ไขโปรแกรมเพื่อเพิ่มคะแนนให้ผู้เข้าสอบบางรายสอบผ่าน ประกอบกับมีการรับเงินเป็นค่าตอบแทน ถือว่ากระทำความผิดฐานปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาศที่ตนมีหน้าที่นั้น โทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 265/2543
- กลุ่มนายหน้า ติวเตอร์ และโปรแกรมเมอร์เอกชน (ผู้ร่วมขบวนการ)
แม้บุคคลกลุ่มนี้จะเป็นภาคเอกชน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง แต่ในทางกฎหมายถือว่ามีความผิดร่วมกันจึงอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ดังนี้
- ตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 หรือ 86 นายหน้าและโปรแกรมเมอร์ที่ร่วมวางแผน ดึงข้อมูล และแก้คะแนน จะต้องรับโทษในฐานะตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐในมาตรา 157 และ 149
- ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และทำให้เสียหายซึ่งเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 188 กระดาษคำตอบของการสอบราชการถือเป็นเอกสารราชการ การแอบนำออกมา ฝนคำตอบใหม่ หรือแก้ไขคำตอบ ถือเป็นการปลอมแปลงเอกสารราชการและทำลายเอกสารราชการเดิม
- ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 9 และมาตรา 14 ทีมโปรแกรมเมอร์ที่ใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทางเข้าไปแก้ไข คะแนนในระบบดิจิทัล ย่อมมีความผิดฐานเข้าถึงและแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ และการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
- กลุ่มผู้เข้าสอบที่จ่ายเงินซื้อคะแนน (ผู้ว่าจ้าง)
ผู้เข้าสอบที่จ่ายเงิน (ซึ่งมีรายชื่อเอี่ยวในขบวนการกว่า 3,000 ราย) ไม่สามารถอ้างเป็นเหยื่อได้ เพราะมีเจตนา ร่วมทุจริตตั้งแต่แรก ซึ่งอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ดังนี้
- ให้สินบนเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 การจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อจูงใจให้เจ้าหน้าที่ทำการแก้ไขคะแนน ถือเป็นการให้สินบน มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
- เป็นผู้สนับสนุนการปลอมเอกสารและผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ในฐานะผู้เปิดโอกาสและยินยอมให้ขบวนการนำรายชื่อและกระดาษคำตอบของตนไปแก้ไข

