ประเด็นข้อกฎหมาย ประเด็นข้อกฎหมายใกล้ตัวที่นักกฎหมายและประชาชนต้องพึงระวัง เกี่ยวกับการแก้ไขคำฟ้องในคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว ล่าสุดศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาบรรทัดฐาน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1543/2568) วางหลักเกณฑ์เข้มงวด ย้ำชัดการขอแก้ไขตัวเลขเงินที่ถูกยักยอกเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องพิมพ์ผิดพลาดเล็กน้อย แต่เป็นการฟ้องเพิ่มกรรม ซึ่งหากพ้นกำหนดอายุความ 3 เดือน ย่อมไม่สามารถทำได้
พฤติการณ์คดี เรื่องราวเริ่มจาก โจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาจัดการมรดกมิชอบ/ยักยอกทรัพย์ โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยแอบเบิกเงินจากบัญชีมรดกเข้าบัญชีส่วนตัวไป 2,000,000 บาท แต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ความจริงกลับปรากฏจากทางนำสืบว่า จำเลยไม่ได้เอาไปแค่ 2 ล้าน แต่มีการโอนเงินอีกก้อนคือจำนวน 4,000,000 บาท จากบัญชีมรดกอีกบัญชีหนึ่งด้วย โจทก์ทั้งสองจึงยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง เพื่อเพิ่มยอดเงินอีก 4 ล้านบาท ให้ตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยแอบโอนเงิน 4,000,000 บาทนั้น เป็นการกระทำคนละบัญชี คนละครั้งเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ กับการโอนเงิน 2,000,000 บาท ในฟ้องเดิม ดังนั้น การขอเพิ่มยอดเงินก้อนนี้จึง ไม่ใช่การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือพิมพ์ตกหล่น แต่เป็นการอ้างความผิดใน “ข้อหาใหม่/กรรมใหม่” ขึ้นมาอีกกระทงหนึ่ง
และเนื่องจากความผิดฐานยักยอกทรัพย์เป็น “ความผิดต่อส่วนตัว” ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องฟ้องหรือร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่โจทก์เพิ่งยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องเพิ่มเงินก้อนนี้เมื่อพ้นกำหนด 3 เดือนไปแล้ว ความผิดในส่วนเงิน 4,000,000 บาทนี้ จึง “ขาดอายุความ” สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6)
แง่คิดและอุทาหรณ์จากเรื่องนี้
- ตรวจฟ้องให้ชัวร์ ก่อนยื่นฟ้องศาล: การร่างคำฟ้องคดีอาญา โดยเฉพาะความผิดต่อส่วนตัว (เช่น ยักยอก, ฉ้อโกง, หมิ่นประมาท) ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และตัวเลขความเสียหายให้ครบถ้วนรอบคอบตั้งแต่แรก อย่าหวังไปตายดาบหน้าหรือไปขอแก้ไขเพิ่มยอดเงิน/เพิ่มกรรมเอาในชั้นศาล เพราะหากพ้น 3 เดือนแล้ว จะไม่สามารถแก้ไขได้อีกเลย
- อายุความความผิดต่อส่วนตัว: 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นระยะเวลาที่สั้นมาก หากตรวจพบความเสียหายเพิ่มเติมภายหลัง และพ้นกำหนดนี้ไปแล้ว ต่อให้ความจริงจะมีมูลมากแค่ไหน ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นบทเรียนราคาแพงมูลค่าสูงถึง 4 ล้านบาทที่นักกฎหมายและผู้เสียหายทุกคนต้องจำให้ขึ้นใจ
คำพิพากษาฎีกาชุดนี้เป็นผลงานของสำนักงานฯ ที่ได้รักษาสิทธิให้กับลูกความอย่างเต็มที่

